บัญชีพื้นฐานที่วิศวกรควรรู้ EP03 หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น

EP นี้เราจะมาเรียนรู้องค์ประกอบฝั่งขวาของสมการบัญชี ซึ่งก็คือ หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นกันครับ เนื้อหาจะอธิบายรายละเอียดหนี้สินประเภทหลักๆ และส่วนประกอบของส่วนของผู้ถือหุ้นว่ามีอะไรกันบ้าง

EP03 หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น (Liabilities and Shareholders’ Equity)

หลังจาก  EP ที่แล้วเราได้ทำความเข้าใจเรื่องสินทรัพย์ (Assets) กันไปแล้ว วันนี้เราจะทำความเข้าใจรายละเอียดของแหล่งที่มาของทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ (Sources of Funds) หรือส่วนของสมการบัญชีด้านขวาซึ่งประกอบด้วย หนี้สิน (Liabilities) และส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) กันครับ

มาเริ่มต้น EP ด้วยนิยามและความหมายของหนี้สินกันครับ

ตามคำนิยามของสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ หนี้สิน (Liabilities) หมายถึง ภาระผูกพันในปัจจุบันของกิจการ ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์ในอดีต ที่การชำระภาระผูกพันนั้นคาดว่าจะส่งผลให้กิจการต้องสูญเสียทรัพยากรที่มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ

เรามาทำความเข้าใจความหมายของหนี้สินข้างบนนั้นด้วยภาษาชาวบ้านกันครับ ก็คือการที่กิจการมีภาระผูกพันก็หมายถึงกิจการมีหนี้ที่จะต้องจ่ายคืน การที่เราจะมีหนี้ในวันนี้แสดงว่าก่อนหน้านี้หรือวันก่อนเราก็ต้องเคยไปหยิบยืมมาใช่ไหมครับ นั่นแหละครับคือผลมาจากเหตุการณ์ในอดีต

พอถึงเวลาที่เราต้องใช้หนี้เราจะต้องเอาอะไรบางอย่างที่มีค่าไปจ่ายเจ้าหนี้ เช่น เรากู้เงินมาเปิดร้านส้มตำ เราขายได้กำไรมาเราก็เอากำไรนั้นเก็บสะสมไว้ใช้หนี้ก่อน ถ้าเราไม่ต้องเก็บเงินกำไรนั้นไว้ใช้หนี้เราจะสามารถนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนเพิ่มเติม เช่น ซื้อเตาย่างมาย่างเนื้อโพนยางคำขาย เป็นต้น ซึ่งการเอาเงินกำไรส่วนนี้ไปใช้หนี้ก็คือการเสียทรัพยากรที่มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจไปนั่นเองครับ เอาง่ายๆ ก็คือเสียโอกาสที่จะใช้กำไรส่วนที่เก็บไว้ใช้หนี้นำไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมนั่นเองครับ

การแบ่งประเภทหนี้สิน (Liability Classification)

การแบ่งประเภทหนี้สินโดยทั่วไปใช้กำหนดเวลาในการชำระเป็นเกณฑ์ การแบ่งคล้ายๆ กับการแบ่งประเภทสินทรัพย์ โดยสามารถแบ่งหนี้สินออกได้เป็น 2 ประเภท คือ หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) และหนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-current Liabilities) มาดูกันต่อเลยครับว่าหนี้สิน 2 ประเภทมีลักษณะต่างกันอย่างไร

หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) หรือ หนี้สินระยะสั้น (Short-term Liabilities)  คือหนี้สินที่กิจการจะต้องชำระภายในระยะเวลา 1 ปี เช่น  เจ้าหนี้การค้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย  เงินกู้ระยะสั้น ดอกเบี้ยค้างจ่าย เป็นต้น

หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-current Liabilities)  หรือหนี้สินระยะยาว (Long-term  Liabilities) คือหนี้สินที่กิจการจะต้องชำระคืนมีกำหนดเกิน 1 ปี เช่น เงินกู้ระยะยาว หุ้นกู้ เป็นต้น

เรามารู้จักชนิดของหนี้สินประเภทหลักๆ ที่เราอาจจะพบเห็นบ่อยๆ ในงบการเงินของกิจการว่ามีอะไรกันบ้างครับ 

เจ้าหนี้การค้า (Account Payable)

เจ้าหนี้การค้า (Account Payable) หมายถึง หนี้ที่เราจะต้องชำระแก่ผู้ขายสินค้าหรือวัตถุดิบ (Supplier) หรือคู่ค้า (Vendors) หนี้สินประเภทนี้เกิดจากการที่เราซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบหรือบริการ โดยที่เราได้รับของหรือบริการนั้นแล้วแต่ยังไมได้จ่ายเงินนั่นเอง หรือการซื้อของด้วยเครดิตเทอม ตัวอย่างเช่น โรงสีคำปัน ซื้อข้าวเปลือกจากชาวบ้านดอยเลี่ยม 1 ตันราคา 10,000 บาท และได้รับข้าวเปลือกมาแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงินชาวบ้าน มีกำหนดชำระภายใน 15 วัน (โรงสีคำปันซื้อข้าวเปลือกด้วยเครดิตเทอม 15 วัน) การซื้อข้าวเปลือกครั้งนี้ทำให้คำปันมีเจ้าหนี้การค้า 10,000 บาท นั่นเองครับ 

ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย Accrued Expenses)

ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย Accrued Expenses) หมายถึง ค่าใช้จ่ายสำหรับสินค้าหรือบริการที่เราใช้ไปแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน เช่น ค่าน้ำประปา ค่าไฟ เป็นต้น 

เรามาดูกันครับว่าเจ้าหนี้การค้า (Account Payable)  กับค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expenses) นั้นมีความแตกต่างกันยังไง

สำหรับเจ้าหนี้การค้า เจ้าหนี้เขาวางใบแจ้งหนี้ (Invoice) เราแล้วครับ ดังนั้นเราจะรู้ยอดหนี้ที่ชัดเจนตามที่ระบุในใบแจ้งหนี้  ส่วนค่าใช้จ่ายค้างจ่าย คือ ค่าใช้จ่ายได้เกิดขึ้นแล้วเนื่องจากเราได้รับสินค้าหรือบริการแล้ว แต่เจ้าหนี้เขายังไม่ได้วางใบแจ้งหนี้ เราจะยังไม่รู้ยอดหนี้ที่ชัดเจน ยอดหนี้ที่บันทึกไว้จะเป็นยอดจากการประมาณการครับ ยกตัวอย่าง เช่น ค่าไฟ เราใช้ไฟฟ้าไปแล้ว แต่เรายังไม่ได้จ่ายค่าไฟ แต่เราก็สามารถประมาณค่าไฟเดือนนี้ได้จากปริมาณไฟฟ้าที่เราใช้ในเดือนก่อนๆ เป็นต้น เราจะรู้ยอดเงินค่าไฟที่ชัดเจนจนกว่าการไฟฟ้าจะส่งใบเรียกเก็บค่าไฟให้เราใช่ไหมครับ  หลังจากที่การไฟฟ้าส่งใบเก็บค่าไฟมาให้เราแล้ว เราสามารถเปลี่ยนประเภทของหนี้ค่าไฟฟ้าจาก Accrued Expenses เป็น Account Payable จนกว่าเราจะจ่ายค่าไฟครับ 

เงินกู้ระยะสั้น (Short-term Debt) 

เงินกู้ระยะสั้น (Short-term Debt)  หมายถึง เงินกู้ที่มีระยะเวลาชำระคืนภายใน 1 ปี โดยปกติกิจการกู้เงินระยะสั้นจะใช้เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน หรือใช้เป็นเงินทุนหมุนหมุนเวียนในระยะสั้น ตัวอย่างเช่น โรงสีคำปันต้องการซื้อข้าวเปลือกจากชาวบ้านในจำนวนมากในฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อเก็บไว้สีขายในอนาคต คำปันจึงขอกู้เงินเพิ่มเติมจากสหกรณ์วิสาหกิจชุมชนดอยเหลี่ยมจำนวน 150,000 บาท มีกำหนดชำระคืนภายใน 6 เดือน เป็นต้น

เงินกู้ระยะยาว (Long-term Debt) 

เงินกู้ระยะยาว (Long-term Debt) หมายถึง เงินกู้ที่มีระยะเวลาชำระคืนเกิน 1 ปี โดยปกติกิจการจะกู้เงินระยะยาวใช้ลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่มีอายุการใช้งานย่วนาน และโดยทั่วไปมักมีวงเงินสูงเมื่อเทียบกับเงินกู้ระยะสั้น ในส่วนของเงินกู้ระยะยาวนี้ จะมีความซับซ้อนและมีรายละเอีดยเพิ่มเติม ซึ่งผมจะอธิบายรายละเอียดใน EP ถัดไป สำหรับ EP นี้เรามาดูรายละเอียดคร่าวๆ กันก่อนครับ

โดยทั่วไปเงินกู้จะมีต้นทุนทางการเงินคือดอกเบี้ย ปกติดอกเบี้ยของเงินกู้ระยะยาวจะเกิดขึ้นทุกเดือน แต่บางกรณีจะจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดตามข้อตกลง เช่น จ่ายดอกเบี้ยทุกไตรมาส หรือจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 งวด ทุกๆ 6 เดือน ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นทุกเดือนแต่ยังไม่ถึงงวดจ่ายนั้นกิจการจะบันทึกเป็นดอกเบี้ยค้างจ่ายซึ่งจะถูกจัดเป็นประเภทหนี้สินหมุนเวียนเพราะจะต้องชำระภายใน 1 ปี

นอกจากนี้ในกรณีที่เงินกู้ระยะยาวที่มีเงื่อนไขชำระเงินต้นเป็นงวดๆ เช่น โรงสีคำปันกู้เงินธนาคารมา 300,000 บาท กำหนดชำระ 3 ปี มีเงื่อนไขให้ชำระเงินต้นเป็นงวดๆ ละ 100,000 บาท ทุกๆ 1 ปี จำนวน 3 งวด เงินต้นส่วนที่ถึงกำหนดชำระใน 1 ปีข้างหน้า คือ 100,000 บาท จะถูกจัดประเภทใหม่จากหนี้สินไม่มหมุนเวียนเป็นหนี้สินหมุนเวียน เพื่อแสดงถึงว่ากิจการมีภาระผูกพันที่ต้องชำระในระยะสั้นเป็นต้น

หุ้นกู้ (Corporate Bond)

หู้นกู้ เป็น ตราสารหนี้ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่กิจการออกเพื่อกู้ยืมเงินสำหรับใช้ในการขยายหรือดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ โดยนักลงทุนที่ซื้อหุ้นกู้จะได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนโดยทั่วไปมักจ่ายทุกๆ 6 เดือน  และจะได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดระยะเวลา (Maturity)

รายได้รอการรับรู้ (Deferred Revenue)

รายได้รอการรับรู้ (Deferred Revenue) คือ เงินที่กิจการได้รับล่วงหน้าจากลูกค้าสำหรับสินค้าหรือบริการที่ยังไม่ได้ส่งของหรือให้บริการลูกค้า รายได้ประเภทนี้ถูกจัดเป็นหนี้สินเพราะเรายังมีภาระที่จะต้องส่งของให้ลูกค้าในอนาคตครับ 

ตัวอย่างเช่น ร้านข้าวรวงทองสั่งข้าวสารจากโรงสีคำปัน 10 กระสอบ ราคา 10,000 บาท มีกำหนดส่งในอีก 1 เดือน โดยร้านข้าวรวงทองจ่ายค่าข้าวสารด้วยเงินสดแล้ว ดังนั้นโรงสีคำปันมีหนี้สินประเภทรายได้รอการรับรู้ จำนวน 10,000 บาท เป็นต้นครับ  

จากตัวอย่างนี้เรามาทบทวนสมการบัญชีกันอีกรอบครับ

สินทรัพย์ =  หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น

สมการบัญชีของโรงสีคำปัน ฝั่งซ้ายของสมการ คือ สินทรัพย์ (เงินสดที่ได้จากการขายข้าวสาร) เพิ่มขึ้น 10,000 บาท และฝั่งขวาของสมาการบัญชี หนี้สิน (รายได้รอการรับรู้) เพิ่มขึ้น 10,0000 บาท (ย้ำอีกนะครับ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นสมการบัญชีทั้งสองฝั่งต้องสมดุลกันเสมอครับ)   รายได้รอการรับรู้ เป็นหนี้สินที่อาจสามารถจัดเป็นได้ทั้งหนี้สินหมุนเวียนหรือหนี้สินไม่หมุนเวียนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขระยะเวลาการส่งมอบสินค้าหรือบริการหลังจากวันที่รับเงินค่าสินค้าหรือบริการมาครับ 

ต่อมาเรามาทำความเข้าใจกับส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) ส่วนที่สองของสมการบัญชีฝั่งขวากันครับ

ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) หรืออาจจะเรียกว่า ส่วนของเจ้าของ  (Owner’s Equity)  คือ จำนวนเงินทุนหรือสินทรัพย์ของกิจการที่เหลือสำหรับเจ้าของหรือผู้ลงทุนในกิจการหลังจากที่กิจการชำระหนี้สินทั้งหมดแล้ว หากเรามองจากสมการบัญชี ส่วนของผู้ถือหุ้น ก็คือ สินทรัพย์ลบออกด้วยหนี้สิน (Equity =  Assets – Liabilities) ซึ่งจะอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องส่วนที่เหลือ (Residual claim) เหลือจากใครนะเหรอ ก็ส่วนที่เหลือจากเจ้าหนี้แหละครับ

เรามาทำความเข้าใจคอนเซ็ปของ Residual Claim ในแบบง่ายๆ กันครับ

ผู้มีสิทธิเรียกร้องส่วนที่เหลือ (Residual Claim) จะเหมือนกับเป็นคนท้ายๆ ที่ได้รับสิทธิ์จากผลประโยชน์ที่เกิดจากสินทรัพย์ เช่น ผลประกอบการของธุรกิจ ในกรณีที่ผลประกอบการเป็นบวกหรือได้กำไร กำไรนั้นจะถูกนำไปจ่ายเจ้าหนี้ก่อนจึงนำมาแบ่งกำไรให้ผู้ถือหุ้น หรือ ในกรณีที่กิจการไปไม่รอดหรือล้มละลาย กิจการต้องขายสินทรัพย์ต่างๆ เงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์จะถูกนำไปใช้หนี้เจ้าหนี้ก่อน แล้วส่วนที่เหลือค่อยนำมาแบ่งผู้ถือหุ้น เป็นต้นครับ

เรามาดูกันครับว่า ส่วนของผู้ถือหุ้นนั้นมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

ถ้าเราเคยเห็นงบการเงินของกิจการต่างๆ  ส่วนของผู้ถือหุ้นจะมีองค์ประกอบยิบย่อยหลายส่วน แต่ในบทความนี้ ในเบื้องต้น ผมจะเล่าถึงที่มาของส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ Equity ซึ่งจะมีองค์ประกอบสำคัญหลักๆ สองส่วนคือ เงินลงทุนจากผู้ถือหุ้น(หรือเจ้าของ) และกำไรสะสม

เงินลงทุนจากผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของ (Contributed Capital)

เป็นเงินลงทุนที่เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นลงขันกันในการเริ่มต้นธุรกิจ หรือก็คือเงินที่เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นนำเข้ามาในกิจการเพื่อเริ่มธุรกิจหรือเพิ่มเข้ามาทีหลังเพื่อขยายธุรกิจให้เติบโต เมื่อเจ้าของหรือผู้ลงทุนลงเงินเข้าไปในกิจการทั้งในช่วงก่อตั้งหรือตอนที่กิจการต้องการเพิ่มทุน สิ่งที่พวกเขาจะได้รับเป็นการแลกเปลี่ยนคือหุ้น (Shares) ของกิจการนั้นๆ ครับ โดยหุ้นของกิจการตามกฏหมายที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันจะมี 2 ประเภทหลักๆ คือ หุ้นสามัญ และหุ้นบุริมสิทธิ

หุ้นสามัญ (Common Shares) เป็นประเภทหุ้นที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยมากที่สุด ผู้ถือหุ้นสามัญของกิจการจะมีสถานะเป็นเจ้าของกิจการ (Ownership) โดยจะได้รับสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการ ดังนี้

  • สิทธิ์การออกเสียง (Voting) ในการประชุมผู้ถือหุ้นหรือสิทธิ์ในการควบคุมกิจการ (Control) เช่น มีสิทธิ์ออกเสียงในการคัดเลือกกรรมการผู้บริหาร (CEO) เป็นต้น
  • สิทธิ์ในส่วนแบ่งผลตอบแทนของกิจการ ในกรณีที่กิจการมีกำไรจากการดำเนินงานและมีศักยภาพในการเติบโตสูง ผู้ถือหุ้นจะมีสิทธิ์ได้ส่วนแบ่งจากกำไรของกิจการแบบไม่ไมีข้อจำกัด (Unlimited Upside) ในรูปแบบเงินปันผล

หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Shares) เป็นหุ้นชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะผสมระหว่างหุ้นสามัญและหนี้สิน (เงินกู้) ผู้ถือหุ้นจะมีสถานะกึ่งเจ้าของกึ่งเจ้าหนี้ โดยทั่วไปกิจการออกหุ้นบุริมสิทธิ์เพื่อต้องการเพิ่มทุน แต่ไม่ต้องเพิ่มภาระหนี้ หรือไม่ต้องเสียอำนาจควบคุมของผู้ถือหุ้นเดิม โดยมีลักษณะที่สำคัญดังนี้

  • ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิไม่มีสิทธิ์การออกเสียง (Voting) ในการประชุมผู้ถือหุ้นหรือสิทธิ์ในการควบคุมกิจการ (Control)
  • ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินผลตอบแทนหรือเงินปันผลในอัตราที่ตามที่กำหนดไว้ (คล้ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่กิจการต้องชำระเจ้าหนี้) โดยจะมีสิทธิได้รับเงินปันผลก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ

ในกรณีที่กิจการล้มละลายหรือเลิกกิจการ เงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์ของกิจการนั้นจะถูกนำไปจ่ายเจ้าหนี้ก่อน แล้วจ่ายผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ และส่วนที่เหลือจึงนำมาจ่ายผู้ถือหุ้นสามัญเป็นลำดับสุดท้าย

กำไรสะสม (Retained Earnings)

กำไรสะสม (Retained Earnings) คือส่วนของกำไรที่กิจการเก็บหรือสะสมไว้ หลังจากที่ได้จ่ายคืนให้ผู้ถือหุ้นเป็นเงินปันผลแล้ว กิจการจะนำกำไรสะสมเก็บไว้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ลุงทุนขยายธุรกิจ ลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเพิ่มเติม หรือจัดสรรไว้เพื่อชำระหนี้สิน หรือเป็นเงินทุนสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายในอนาคต เป็นต้น วิธีการคำนวนกำไรสะสมในเบื้องต้น มีสมการง่ายๆ ดังนี้ครับ

กำไรสะสม = กำไรสะสมต้นงวด + กำไรสุทธิ – เงินจ่ายปันผล

เราจะมาดูรายละเอียดของส่วนนี้กันอีกครั้งใน EP ที่เกี่ยวกับงบการเงินครับผม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

http://www.tfac.or.th/upload/9414/uzNm8oQeG1.pdf

https://corporatefinanceinstitute.com/resources/career-map/sell-side/capital-markets/preferred-shares

https://www.setinvestnow.com/th/glossary

Leave a Reply

Discover more from SHOTEEWAD

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading