บัญชีพื้นฐานที่วิศวกรควรรู้ EP02 สินทรัพย์

มาทำความเข้าใจรายละเอียดสินทรัพย์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของฝั่งด้านซ้ายของสมการบัญชีกันครับ

EP02 สินทรัพย์ (Assets)

หลังจาก  EP ที่แล้วเราได้ทำความเข้าใจเรื่องสมการบัญชีที่มีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วนกันแล้ว วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจรายละเอียดฝั่งด้านซ้ายของสมการบัญชี ซึ่งก็คือ สินทรัพย์  (Assets) กันครับ

เรามาเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจนิยามหรือความหมายของสินทรัพย์กันครับ

สินทรัพย์ หมายถึง ทรัพยากรหรืออะไรก็ตามที่กิจการเป็นเจ้าของและมีอำนาจควบคุม และคาดว่าทรัพยากรนั้นจะสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในอนาคตได้ครับ หรือในอีกแง่นึงก็คือ สินทรัพย์ คือ เครื่องมือ (Tools)  หรือ ทรัพยากร (Resources) ที่กิจการนำมาใช้ในการดำเนินงานเพื่อสร้างรายได้นั่นเองครับ หรืออาจจะมองได้ว่าอะไรก็ตามที่ไม่สามารถนำมาใช้เป็นทรัพยากรหรือเครื่องมือในการสร้างรายได้หรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับกิจการ ในทางบัญชีก็จะถือว่าสิ่งนั้นไม่ใช่สินทรัพย์ครับ

การแบ่งประเภทสินทรัพย์ (Asset Classification)

การแบ่งประเภทสินทรัพย์สามารถแบ่งโดยใช้เกณฑ์การแบ่งได้หลายแบบครับ เช่น  การแบ่งตามสภาพคล่องในการเปลี่ยนสินทรัพย์นั้นเป็นเงินสด (Convertibility) การแบ่งตามการมีอยู่จริงทางกายภาพของสินทรัพย์ (Physical Existence)  และการแบ่งตามการใช้งานสินทรัพย์ (Usage) เป็นต้น แต่ในที่นี้เราจะใช้การแบ่งประเภทตามสภาพคล่องในการเปลี่ยนเป็นเงินสด (Convertibility) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้ทั่วไปในการจัดทำงบดุล (Balance Sheet) ครับ

การแบ่งประเภทสินทรัพย์โดยใช้สภาพคล่องเป็นเกณฑ์ สามารถแบ่งสินทรัพย์ออกไปได้เป็น 2 ประเภท คือ สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-current Assets) มาดูกันครับว่าสินทรัพย์ 2 ประเภทมีลักษณะต่างกันอย่างไร

สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) คือ สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์นั้นเป็นเงินสด (Cash) ภายในระยะเวลา 1 ปี กระบวนการเปลี่ยนสินทรัพย์นั้นเป็นเงินสดนั้นอาจจะเกิดจากกิจกรรมที่แตกต่างกัน เช่น นำวัตถุดิบเปลี่ยนแปลงเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย หรือ นำสินทรัพย์นั้นไปขาย เป็นต้น

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-current Assets) คือ สินทรัพย์ระยะยาว (Long-term Assets) ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือรายได้ให้แก่กิจการได้ในระยะยาว และการเปลี่ยนสินทรัพย์นั้นเป็นเงินสด (Cash) ไม่สามารถทำได้ภายในระยะเวลา 1 ปีครับ

ต่อไปเรามาดูว่าสินทรัพย์หมุนเวียนมีอะไรบ้าง

เงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสด (Cash and Cash Equivalents)

เงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสด เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด ซึ่งอาจจะเป็น ธนบัตร เงินพริตตี้แคช (Petty Cash) เงินฝากในบัญชี เงินลงทุนระยะสั้น  ตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นต้น

ลูกหนี้การค้า (Account Receivable)

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่าลูกหนี้การค้า แต่อาจจะยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรใช่ไหมครับ ลูกหนี้การค้า คือ เงินที่ลูกค้าเป็นหนี้กิจการของเรานั่นเองครับ เอาง่ายๆ คือลูกค้าซื้อสินค้าเราไปและได้รับสินค้าไปแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงินครับ แต่มีกำหนดการจ่ายเงินค่าสินค้าที่ชัดเจน (พอเขียนเรื่องนี้ผมก็นึกถึงเพลงที่เคยได้ยินตอนเป็นเด็ก มีใครเคยได้ยินบ้างไหมครับ ผมไม่รู้เชื่อเพลง แต่จำได้ว่าเป็นเพลงหมอลำมีท่อนฮุกร้องว่า “เซ็นไว้ๆ” 555 มันตลกและติดหูผมมากเลยครับ) หรืออาจะเรียกว่าการขายโดยให้เครดิตเทอม (Credit Term) แก่ลูกค้าครับ

ขอยกตัวอย่างโรงสีคำปันอีกครั้งครับ คำปันซื้อข้าวเปลือกจากชาวบ้านในหมู่บ้านมาสีขาย มีลูกค้ารายหนึ่งเป็นร้านขายข้าวสารในตลาดหน้าอำเภอชื่อร้านข้าวรวงทอง คำปันขายข้าวให้ร้านข้าวรวงทอง 5 กระสอบ ที่ราคา 5,000 บาท โดยให้เครดิตเทอม 15 วัน ในกรณีนี้โรงสีคำปันมีสินทรัพย์ชนิดลูกหนี้การค้าจำนวน 5,000 บาท และร้านข้าวรองทองจะต้องชำระเงินค่าข้าวสารให้โรงสีคำปันภายใน 15 วันนับจากวันที่ซื้อข้าวสารไปครับ

สินค้าคงคลัง (Inventory)

สินค้าคงคลัง คือ สินค้า หรือ ผลิตภัณฑ์ หรือ วัสดุ ที่กิจการมีหรือเก็บไว้เพื่อขายหรือเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าครับ ซึ่งมีหลายประเภท เช่น วัตถุดิบ (Raw Material) สินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิต (Work-in- Progress) สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) วัสดุสิ้นเปลือง (Supplies) เป็นต้น

เรามาดูโรงสีคำปันกันครับว่าในโรงสีมีสินค้าคงคลังอะไรบ้าง อย่างแรกลยครับ ข้าวเปลือกที่ยังไม่ได้สีก็จัดเป็นประเภทวัตถุดิบ ข้าวสารหรือรำข้าวจัดเป็นสินค้าสำเร็จรูป สำหรับวัสดุสิ้นเปลือง (Supplies) ของโรงสีก็น่าจะเป็นพวกยางขัดข้าว ที่เป็นส่วนประกอบของโรงสี ที่ใช้สำหรับขัดข้าวให้มีเมล็ดสวยและขาวครับ ซึ่งจะต้องมีการเปลี่ยนยางขัดข้าวเป็นประจำ เพราะถ้าใช้ไปนานๆ โดยไม่เปลี่ยน ข้าวที่สีจะไม่ขาวและเมล็ดไม่สวยครับ ผมยังนึกไม่ออกครับว่าสินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิตสำหรับโรงสีคืออะไร แต่ถ้าเป็นโรงงานผลิตปลาร้าขวด ก็คงจะเป็นปลาร้าที่หมักอยู่ในไหหรือถังหมัก แต่ยังไม่ครบกำหนดการหมักครับ (ขอยอมรับตรงๆ เลยครับ ผมไม่มั่นใจเลยว่า กรณีที่ปลาร้าหมักนานกว่า 1 ปี จะจัดเป็นสินค้าคงคลังหรือไม่ เดียวผมขอไปเช็คกับผู้รู้แล้วจะมาอัพเดทให้ผู้อ่านอีกครั้งครับ)

ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า (Prepaid Expense)

ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า คือ เงินหรือค่าใช้จ่ายที่กิจการจ่ายเงินออกไปล่วงหน้าสำหรับสินค้าหรือบริการที่จะได้รับในอนาคต ซึ่งก็คือเราจ่ายเงินไปก่อนแต่ยังไม่ได้รับสินค้าหรือบริการนั่นแหละครับ แต่เราจะได้รับในอนาคต  เช่น ค่าเช่าที่ ค่าประกัน ค่าซอฟแวร์คอมพิวเตอร์รายปี เป็นต้น

ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราเช่าที่สำหรับร้านขายน้ำหวานรายปีเราก็ต้องจ่ายค่าเช่าก่อนไปตั้งร้านขายของใช่ไหมครับ ซึ่งเราสามารถใช้พื้นที่ต่อไปได้อีก 1 ปีหลังจากที่เราจ่ายค่าเช่าแล้วครับ การบันทึกค่าใช้จ่ายอาจจะใช้วิธีทยอยบันทึกเป็นรายเดือนโดยตัดส่วนที่ใช้ไปแล้วเป็นต้นครับ

ตัวอย่างเช่น ค่าเช่าร้านปีละ 12,000 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม ณ เวลาต้นเดือนมกราคม ในวันที่เราจ่ายค่าเช่า เราจะบันทึกค่าใช้จ่ายล่วงหน้าที่ 12,000 บาท ในกรณีนี้เราอาจจะทยอยบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน เฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาท เมื่อถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าส่วนนี้จะเหลือเพียง 10,000 บาท เพราะเรายังไม่ได้ใช้พื้นที่เช่าของอีก 10 เดือนที่เหลือครับ

หรือตัวอย่างโรงสีคำปันที่โมเดลธุรกิจมีการใช้รถบรรทุกสำหรับขนส่งข้าว คำปันจะต้องจ่ายค่าประกันภัยรถบรรทุกรายปีล่วงหน้าเพื่อให้ประกันคุ้มครองเป็นระยะเวลา 1 ปีหลังจากจ่ายค่าประกัน

โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายพวกนี้จะเป็นสินค้าหรือบริการที่เราใช้งานต่อเนื่องตามช่วงระยะเวลาที่กำหนดหรือเราทยอยใช้สินค้าหรือบริการครับ เราจะไม่ได้ใช้หมดในครั้งเดียวครับ เช่น ค่าประกันเราก็ได้รับการคุ้มครองไปเรื่อยๆ ทุกวันทุกนาที ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 365 ครับ หรืออาจจะเป็นเราซื้อ Microsoft Office 365 ก็มีลักษณะการใช้งานในทำนองเดียวกันครับ

นอกจากตัวอย่างสินทรัพย์หมุนเวียนข้างต้น ก็ยังมีสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ ที่อาจจัดเป็นประเภทสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น รายได้ค้างรับ ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ ถ้ามีโอกาสผมจะกล่าวถึงรายละเอียดใน EP ถัดๆ ไปในอนาคตครับ

หลังจากที่เราได้เรียนรู้เรื่องสินทรัพย์หมุนเวียน ต่อมาเรามาดูรายละเอียดสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกันว่ามีอะไรกันบ้างครับ

ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์  (Property, Plant, and Equipment : PP&E) 

ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ หรือที่เรานิยามเรียกกันว่า พีพีอี ซึ่งเป็นสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets) ชนิดที่มีตัวตน (Tangible Assets)  หรือจับต้องได้ในทางกายภาพครับ เอาง่ายๆ ก็คือมองเห็นได้ด้วยตา สามารถเอามือไปจับหรือเอาอะไรไปเขี่ยๆ ได้ครับ  

PP&E จะเป็นสินทรัพย์ที่กิจการลงทุนเพื่อใช้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือรายได้ให้แก่กิจการในระยะยาว (มากกว่า 1 ปี) ดังนั้นต้นทุนของ PP&E จะถูกกระจายออกไปหรือปันส่วนในแต่ละรอบบัญชีตลอดอายุการใช้งาน ผ่านค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสดซึ่งเรียกว่า ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) เราจะเรียนรู้รายละเอียดเรื่องค่าเสื่อมราคาอีกทีใน EP ถัดๆ ในอนาคตครับ ตัวอย่างของสินทรัพย์ถาวร ที่เราอาจจะคุ้นเคยกัน เช่น อาคารโรงงาน ที่ดิน ระบบสายพานผลิต เครื่องจักรกล เป็นต้น ในกรณีโรงสีคำปัน PP&E ก็จะมี ที่ดิน อาคารและเครื่องจักรในโรงสี และรถยนต์บรรทุกครับ 

เงินลงทุนระยะยาว (Long-Term Investment) 

เงินลงทุนระยะยาว คือ เงินที่กิจการลงทุนในสินทรัพย์ซึ่งวางแผนที่จะครอบครองเงินลงทุนนั้นในระยะยาว (มากกว่า 1 ปี) เช่น กิจการอาจจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี หรือลงทุนเพื่อถือหุ้นหรือหุ้นกู้กิจการอื่น เป็นต้น 

สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets)

สินทรัพย์ไม่มีตัวตน คือ สินทรัพย์ที่ไม่สามารถจับต้องได้ในทางกายภาพ แต่ก็ยังสามารถใช้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือรายได้ในอนาคตให้แก่กิจการ หรืออาจจะช่วยให้กิจการสามารถต่อยอดโอกาสทางธุรกิจได้ เช่น สิทธิบัตร (Patent) ลิขสิทธิ์  Copyright) ทรัพย์สินทางปัญญา (Property Intelligence) เครื่องหมายการค้า (Trademark) ค่าความนิยม (Goodwill) เป็นต้น ในกรณีโรงสีคำปันในอนาคตอาจจะมีสินทรัพย์ประเภทนี้ถ้าคำปันสร้างแบรนด์ข้าวสารของตัวเองครับ

สำหรับ EP นี้ผมขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อน ขอบคุณผู้อ่านทุกคนครับ ไว้เจอกันอีกใน EP ต่อไป เราจะลงรายละเอียดเรื่องหนี้สินและส่วนขอผู้ถือหุ้นครับผม

Leave a Reply

Discover more from SHOTEEWAD

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading